กรรมการสืบสวนฯเจอช่องโหว่โกงเงินเสมา

มึนตึ๊บโปรแกรม GIRO ระบบโอนเงิน ไม่ระบุชื่อผู้รับโอน มีแค่เลขบัญชีก็โอนเงินได้ 26 มี.ค. ปลัด ศธ.นัดประชุมชี้ชะตา สาวซี8 นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงการทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต กล่าวถึงความคืบหน้าในการสืบสวน ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่ากองทุนเสมาพัฒนาชีวิต เปิดบัญชีไว้ 2 บัญชี

โดยบัญชีที่ 1 ชื่อ “กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต” เป็นบัญชีฝากประจำซึ่งเป็นเงินประเดิมกองทุน 600 ล้านบาท ให้อำนาจคณะกรรมการกองทุนเสมาฯ ตัดสินใจว่าจะนำเงินส่วนนี้ไปฝากที่สถาบันการเงินใด ซึ่งที่ผ่านมาจะนำไปฝากไว้กับธนาคารที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูง โดยบัญชีนี้จะระบุว่าให้ใช้แค่ดอกผล ซึ่งปัจจุบันฝากไว้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงศึกษาธิการ  ส่วนบัญชีที่ 2 ชื่อ “กองทุนเสมาพัฒนาชีวิตเพื่อใช้จ่าย” เป็นบัญชีเงินฝากประจำ อยู่ที่ธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น โดยบัญชีนี้เป็นบัญชีที่รับดอกเบี้ยจากบัญชีแรก หรือเป็น เงินสมทบ หรือเงินบริจาคต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้จ่ายในโครงการเสมาพัฒนาชีวิต เพราะฉะนั้นการจ่ายเงินทุกครั้งจะต้องออกจากบัญชีนี้เท่านั้น  เพราะฉะนั้นจึงมีข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงมีโอนเงินออกไปจากทั้ง 2 บัญชีได้ เพราะโดยหลักการเป็นไปไม่ได้เลย

นายอรรถพล กล่าวต่อไป ส่วนที่ยังไม่สามารถตรวจสอบชื่อเจ้าของบัญชีผู้รับโอนเงินได้ทั้งหมด เนื่องจากธนาคารได้เปลี่ยนไปใช้ระบบ GIRO ซึ่งเป็นโปรแกรมเบิกจ่ายเงินที่ธนาคารคิดขึ้น โดยไม่มีการระบุชื่อผู้รับโอน มีแค่เลขบัญชีและจำนวนเงินที่ธนาคารส่งไปให้เท่านั้น  แต่จากการตรวจสอบโดยไล่ดูย้อนหลังคาดว่า น่าจะมีบัญชีที่ไม่เกี่ยวข้องมากกว่า 22 บัญชีที่ได้แจ้งความไปก่อนหน้า และยังมีบางบัญชีที่ไม่สามารถหาเจ้าของได้ หรือปิดบัญชีไปแล้วอีกหลายสิบบัญชี และในบรรดารายชื่อเจ้าของบัญชีที่ตรวจสอบพบว่าไม่เกี่ยวข้องนั้นบางคนเป็นเจ้าของบัญชีเป็น 10 บัญชี  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อมูลบางรายการขาดความชัดเจน ตนจะรายงานถึง นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ.ขอให้ประสานไปยังธนาคารกรุงไทยขอสำเนาการเบิกจ่ายเงิน เสตทเมนท์ทั้งหมด รวมทั้งจะเสนอขอตั้งกรรมการเพิ่มเติม เนื่องจากมีข้อมูลที่ต้องตรวจสอบจำนวนมาก ต้องดูรายละเอียดเป็นรายปี จำนวนคนที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอ อีกทั้งต้องการเร่งสรุปผลการสืบสวนข้อเท็จจริงโดยเร็ว เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้ทันวันที่ 30 มี.ค.นี้ เนื่องจากพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กำหนดว่าการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย คนเกษียณอายุราชการไปแล้ว จะต้องตั้งไม่เกิน 180 วันนับจากวันที่เกษียณ ซึ่งกรณีนี้อาจจะมีข้าราชการที่เพิ่งเกษียณรวมอยู่ด้วย

“งานนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ ซึ่งเบื้องต้นแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ที่ประมาทเลินเล่อ และกลุ่มผู้ทุจริต ซึ่งกรณีผู้บริหารระดับสูงอาจเข้าข่ายประมาทเลินเล่อ ขณะที่กลุ่มผู้ทุจริต ผมคิดว่าไม่น่าทำคนเดียว แต่ก็ไม่ใช่กลุ่มใหญ่ เพราะเรื่องแบบนี้คนยิ่งมากความยิ่งแตกไวคงไม่ปล่อยยาวมาถึง 10 ปีได้ อย่างไรก็ตามมีอีกประเด็นที่จะเสนอให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ สั่งการให้ขยายประเด็นการสืบสวนเพิ่มเติม โดยเฉพาะการโอนเงินเข้าบัญชีสถานศึกษา เพราะตามระเบียบ ศธ.ว่าด้วยกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต พ.ศ.2550 กำหนดให้โอนเงินเข้าบัญชีนักเรียนเป็นรายบุคคล แต่จากข้อมูลเช่น ปี 2552 พบว่าเป็นการโอนเข้าสถานศึกษา ซึ่งตรงนี้ต้องรายงานมาว่าโอนให้เด็กอย่างไร ซึ่งถ้าสามารถเคลียร์เรื่องนี้ได้เร็วก็จะเป็นการสร้างความตระหนัก ทำให้เกิดความระมัด ในการตรวจสอบและติดตามได้มากขึ้น”นายอรรถพล กล่าว. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews